ไปยังคำร้องขอใบเสนอราคาของฉัน 0

picture truck road brochure cxs

TCO คืออะไร ทำไมจึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับธุรกิจที่ช่วยจัดการต้นทุนขนส่งสินค้าได้มีประสิทธิภาพ?

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ยุคใหม่ TCO คือกุญแจสำคัญที่ผู้ประกอบการที่ใช้รถบรรทุกแต่ละประเภท เช่น รถบรรทุก 6 ล้อ รถสิบล้อ และรถโดยสารมืออาชีพ ใช้ในการชี้วัดความคุ้มค่าที่แท้จริง โดยคำว่า TCO หรือต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ หมายถึงการคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ แทนที่จะโฟกัสเพียงแค่ราคาซื้อเริ่มต้นเพียงอย่างเดียว การทำความเข้าใจว่า tco คืออะไร จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของต้นทุนขนส่งสินค้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ตั้งแต่ค่ายาง ค่าน้ำมัน ไปจนถึงค่าซ่อมบำรุงที่มักซ่อนตัวอยู่ภายใต้งบประมาณที่คุณอาจมองข้าม

วันนี้ Michelin จะพาคุณไปเจาะลึกกลยุทธ์การบริหารจัดการด้วยแนวคิด TCO ที่จะช่วยเปลี่ยนทุกรายจ่ายให้กลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อช่วยลดต้นทุนขนส่งสินค้าของคุณให้ต่ำที่สุด พร้อมทั้งเพิ่มกำไรให้ธุรกิจไปพร้อมกัน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว 

 

TCO คืออะไร และเกี่ยวข้องกับภาคการขนส่งอย่างไร?


TCO คือ อักษรย่อของ Total Cost of Ownership หรือที่เรียกกันว่า ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ โดยในมุมมองของนักบริหารฟลีทรถมืออาชีพ TCO ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ราคายางหนึ่งเส้นหรือราคารถหนึ่งคันที่คุณจ่ายไปในวันแรก ทว่าครอบคลุมไปถึงผลรวมของรายจ่ายทุกบาททุกสตางค์ที่เกิดขึ้นตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์นั้นๆ จนกว่าจะถูกปลดระวางไป

หากเราลองส่องกระจกมองย้อนกลับมาที่โครงสร้างต้นทุนขนส่งสินค้า โดยอ้างอิงข้อมูลสถิติจากกรมการขนส่งทางบก (โครงการศึกษาต้นทุนโลจิสติกส์ทั่วประเทศ มีนาคม 2565) จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า ต้นทุนค่าขนส่งไม่ได้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ แต่มีสัดส่วนดังนี้
 

ประเภทค่าใช้จ่าย

สัดส่วนต้นทุน (%)

ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง

44%

ค่าเสื่อมราคารถ

17%

ค่าเงินเดือนและค่าตอบแทนพนักงาน

16%

ค่ายาง

5%

ค่าซ่อมบำรุง

4%

อื่นๆ (ภาษี, ประกัน, ค่าทางด่วน, งานบริหาร)

14%

 

เมื่อยาง 5% คือสิ่งที่กุมชะตากรรมต้นทุนขนส่งเกือบครึ่ง

ประเด็นที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักมองข้ามไปคือความเข้าใจผิดที่ว่าการลดต้นทุนต้องเริ่มจากส่วนที่ราคาแพงที่สุดเสมอ แต่ในความเป็นจริงยางซึ่งดูเหมือนจะเป็นต้นทุนเพียงเล็กน้อยแค่ 5% กลับเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดของธุรกิจ นั่นคือ

1. ส่งผลต่อค่าน้ำมัน (44%): ยางที่มีแรงต้านทานการหมุน (Rolling Resistance) สูง จะทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักขึ้นและกินน้ำมันมากขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งคุณสามารถดูค่านี้ได้จากสติ๊กเกอร์ยางที่แปะอยู่บนยางรถยนต์เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อได้

2. ส่งผลต่อค่าซ่อมบำรุง (4%): ยางที่ขาดคุณภาพมักนำมาซึ่งปัญหาจุกจิกและการหยุดรถกะทันหัน ทำให้ค่าเซอร์วิสบานปลายโดยไม่จำเป็น

จึงกล่าวได้ว่า การเลือกใช้ยางที่เน้นเพียงเรื่องราคาถูกเป็นหลัก แต่ขาดนวัตกรรมด้านการประหยัดน้ำมันและความทนทาน จะทำให้ TCO รวมของธุรกิจพุ่งสูงขึ้นทันทีจากอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและจำนวนวันที่รถต้องจอดซ่อม การโฟกัสที่ TCO คือการมองข้ามป้ายราคาเพื่อไปให้ถึงผลกำไรที่แท้จริงในระยะยาวนั่นเอง
 

 วิธีคำนวณ TCO ด้วยการเปลี่ยนจากราคาซื้อเป็นผลกำไรต่อกิโลเมตร

เข้าใจความหมายว่า TCO คืออะไรเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เห็นภาพชัดเจนเท่ากับการลองลงมือคำนวณด้วยตัวเลขจริง หากคุณต้องการทราบว่าต้นทุนค่าขนส่งที่แท้จริงของรถแต่ละคันเป็นอย่างไร วิธีคำนวณที่แม่นยำที่สุดคือการใช้สูตร ต้นทุนรวมต่อกิโลเมตร (Total Cost Per Kilometer - CPK) ดังนี้

สูตรคำนวณ TCO ต่อกิโลเมตรแบบง่าย

(ราคาซื้อยาง + ต้นทุนค่าน้ำมัน + ค่าซ่อมบำรุง) ÷ ระยะทางวิ่งรวมตลอดอายุการใช้งาน (กิโลเมตร)

ลองมาดูตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่าง "ยางราคาประหยัด" กับ "ยางมิชลิน" เพื่อให้เห็นภาพกำไรที่ซ่อนอยู่ชัดเจนขึ้น
 

เปรียบเทียบต้นทุนค่ายาง

  • ยางแบรนด์ทั่วไป (Tier 2): ต้นทุนรวมต่อกิโลเมตรคิดเป็น 100% (คำนวณรวมจากค่าซื้อยาง ค่าน้ำมัน และค่าเสียเวลาจาก Downtime) 

  • ยางมิชลิน (Premium TCO): ต้นทุนรวมต่อกิโลเมตรคิดเป็นประมาณ 70% (แม้ค่าซื้อยางจะสูงกว่า แต่สามารถหักลบต้นทุนได้จากการประหยัดน้ำมันและการนำไปหล่อดอกยาง) 

  • ผลลัพธ์: แม้จ่ายแพงกว่าในวันแรก แต่ยางมิชลินกลับช่วยลดต้นทุนรวมต่อกิโลเมตรลงได้ถึง 30% 

 

เปรียบเทียบต้นทุนค่าน้ำมัน

อย่างที่เราทราบกันว่าค่าน้ำมันคือต้นทุนขนส่งสินค้า ที่มากที่สุดถึง 44% หากยางมิชลินมีแรงต้านทานการหมุนต่ำและช่วยประหยัดน้ำมันได้ราว 3-5% เมื่อคำนวณบนระยะทาง 120,000 กม. ก็จะพบว่า

  • รถบรรทุกที่กินน้ำมันเฉลี่ย 5 กม./ลิตร จะใช้น้ำมัน 24,000 ลิตร 

  • หากประหยัดได้ 5% เท่ากับประหยัดน้ำมันได้ 1,200 ลิตร 

  • คิดเป็นเงินกำไรที่เพิ่มขึ้น ประมาณ 42,000 บาท (เมื่อราคาน้ำมันอยู่ที่ 35 บาท/ลิตร) ซึ่งตัวเลขนี้ครอบคลุมค่าซื้อยางชุดใหม่ได้ทั้งชุดเลยทีเดียว 

shootingcamions michelin 27mai2024 alexistoureau20


 

ลดต้นทุนแฝงจากการซ่อมบำรุงและ Downtime

ยางที่มีโครงสร้างแข็งแกร่งช่วยลดโอกาสการเกิดปัญหายางระเบิดหรือเสียหายระหว่างทางได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อรถไม่ต้องจอดซ่อมบ่อยครั้ง กำไรจากการวิ่งงานก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้โครงยางมิชลินคุณภาพสูงยังสามารถนำไปเซาะร่องและหล่อดอกยางเพื่อเริ่มต้นวงจรชีวิตที่ 2 และ 3 ได้อีกครั้ง ช่วยทำให้ต้นทุนขนส่งสินค้าในรอบถัดไปลดต่ำลงอย่างมหาศาล

สรุปได้ว่าผู้ประกอบการที่เลือกมองข้ามราคาซื้อแล้วหันมาโฟกัสที่ TCO จะพบว่ายางมิชลินไม่ใช่สินค้าที่ราคาแพง แต่เป็นเครื่องมือช่วยสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจฟลีทรถของคุณได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด 

ตารางเปรียบเทียบต้นทุนและผลกำไรรายปี: ยางแบรนด์ทั่วไป vs MICHELIN

Disclaimer (เงื่อนไขและสมมติฐานการคำนวณ)

  • ขนาดฟลีทรถ: 50 คัน (คำนวณเปรียบเทียบเฉพาะ 1 ตำแหน่งล้อของทุกคัน เพื่อความเข้าใจง่าย) 

  • ระยะทางวิ่งเฉลี่ย: 120,000 กม. / คัน / ปี 

  • ราคาน้ำมันดีเซล 35 บาท/ลิตร)

 

เจาะลึกการคำนวณต้นทุนค่ายาง (ทำไมของแพงถึงถูกกว่าในระยะยาว?)

  • ยางแบรนด์ทั่วไป: วิ่งได้ 80,000 กม. แต่รถต้องวิ่งถึง 120,000 กม./ปี เท่ากับว่าใน 1 ปี รถ 1 คันจะต้องเปลี่ยนยางถึง 1.5 เส้น (8,000 บาท x 1.5 เส้น = 12,000 บาท/คัน/ปี) 

  • ยาง MICHELIN: วิ่งได้ 120,000 กม. พอดีกับระยะวิ่งต่อปี เท่ากับว่าใน 1 ปี รถ 1 คันจะเปลี่ยนยางเพียง 1 เส้น (10,000 บาท x 1 เส้น = 10,000 บาท/คัน/ปี)

 

รายการประเมินต้นทุน (ต่อปี) 

ยางแบรนด์ทั่วไป (เน้นราคาเริ่มต้น) 

ยาง MICHELIN (เน้น TCO) 

ผลต่าง (กำไรที่เพิ่มขึ้น) 

1. ราคาซื้อยางเริ่มต้น / เส้น 

8,000 บาท 

10,000 บาท 

(จ่ายแพงกว่า 2,000 บาท/เส้น) 

2. อัตราการใช้ยางต่อปี 

  

(วิ่ง 120,000 กม.) 

1.5 เส้น / คัน / ปี 

1.0 เส้น / คัน / ปี 

(ความถี่ในการเปลี่ยนยางลดลง) 

3. ต้นทุนค่ายางสุทธิต่อปี 

(รวมรถ 50 คัน) 

600,000 บาท 

(12,000 บ. x 50 คัน) 

500,000 บาท 

(10,000 บ. x 50 คัน) 

+ 100,000 บาท 

4. ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

(MICHELIN ประหยัดขึ้น 5%) 

36,000,000 บาท 

34,200,000 บาท 

+ 1,800,000 บาท 

3. ค่าซ่อมบำรุง & Downtime 

(รวมค่าเสียโอกาสจากการจอดรถ) 

750,000 บาท 

250,000 บาท 

+ 500,000 บาท 

รวมต้นทุนการดำเนินงาน 

37,350,000 บาท 

34,950,000 บาท 

+ 2,400,000 บาท 

พลิกโฉมต้นทุนน้ำมัน: ตัวเลขกำไรกว่า 1 ล้านบาทต่อปี มาจากเทคโนโลยีการลดแรงต้านทานการหมุน ซึ่งช่วยยางจะช่วยประหยัดน้ำมันได้เพียง 5% เท่านั้น แต่เมื่อคูณกับจำนวนรถและระยะทางมหาศาล ผลลัพธ์ที่ได้คือเม็ดเงินจำนวนมากที่กลับคืนสู่บริษัท 

เจาะลึกที่มาของตัวเลขเพื่อใช้ในการนำเสนอ


1. ประหยัดต้นทุนค่ายางได้จริงในระยะยาว: ยางมิชลินอาจมีราคาซื้อต่อเส้นสูงกว่า แต่ด้วยระยะทางวิ่งที่ไกลกว่ายางทั่วไปถึง 50% ทำให้จำนวนรอบในการเปลี่ยนยางต่อปีลดลง ส่งผลให้ต้นทุนค่ายางรวมทั้งปีต่ำกว่ายางราคาถูกอย่างเห็นได้ชัด

2. พลิกโฉมต้นทุนน้ำมัน: ตัวเลขกำไรกว่า 1 ล้านบาทต่อปี มาจากเทคโนโลยีการลดแรงต้านทานการหมุน ซึ่งช่วยยางจะช่วยประหยัดน้ำมันได้เพียง 5% เท่านั้น แต่เมื่อคูณกับจำนวนรถและระยะทางมหาศาล ผลลัพธ์ที่ได้คือเม็ดเงินจำนวนมากที่กลับคืนสู่บริษัท 

3. ลดความสูญเสียจากการไม่ได้ใช้รถ: ยางคุณภาพสูงช่วยลดอุบัติเหตุยางระเบิดหรือความเสียหายกะทันหัน ซึ่งประเมินเป็นค่าซ่อมบำรุงและค่าเสียโอกาสจากการที่รถต้องจอดรออะไหล่ ตัวเลขนี้ช่วยสะท้อนความมีประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ได้เป็นอย่างดี

4. เพิ่มมูลค่าด้วยการนำกลับมาใช้ซ้ำ: โครงยางมิชลินที่ยังสมบูรณ์หลังหมดดอกแรก สามารถนำไปเซาะร่องและหล่อดอกใหม่ได้ ซึ่งจะช่วยลดงบประมาณการจัดซื้อยางในรอบปีถัดไปได้อีกเกือบครึ่งหนึ่ง

 

mh environment port operations picture website

เลือกยางให้ตอบโจทย์ธุรกิจเพื่อผลกำไรสูงสุด

หัวใจสำคัญของการลด TCO คือการเลือกใช้ยางให้ตรงกับลักษณะการใช้งาน มิชลินเข้าใจดีว่ารถแต่ละประเภทมีภารกิจที่ต่างกัน เราจึงออกแบบยางแต่ละรุ่นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไม่ว่าจะเป็นเน้นความทนทานในการแบกน้ำหนักบรรทุกสูงๆ หรือเน้นความประหยัดน้ำมันในการวิ่งทำเวลา

นี่คือไลน์อัปยางมิชลินที่จะช่วยเปลี่ยนต้นทุนขนส่งสินค้าให้กลายเป็นกำไรสุทธิสำหรับฟลีทรถของคุณ

picture fleet 2 brochure cxs 1

1. กลุ่มรถบรรทุกใหญ่ขนส่งทางไกล

 

MICHELIN X Multi Energy Z 

  • ข้อดี: ยาง MICHELIN X Multi Energy Z ช่วยยกระดับการประหยัดน้ำมันถึงขีดสุดในกลุ่มยางที่ใช้กับรถระหว่างภูมิภาค เพื่อช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันอย่างเห็นได้ชัดเมื่อวิ่งในเส้นทางถนนหลวง

  • เหมาะสำหรับ: ฟลีทรถขนส่งสินค้าที่ต้องการเน้นการลดค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเป้าหมายหลัก

 

MICHELIN X Multi Z2 / D+ / T2 / T 

  • ข้อดี:  ยาง MICHELIN X Multi Z2/D+/T2/T คือโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับรถพ่วงและรถสิบล้อ โดยแบ่งเป็น Z2 (ล้อบังคับเลี้ยว), D+ (ล้อขับเคลื่อน), และ T2/T (ล้อพ่วง) มอบระยะทางวิ่งที่ไกลเป็นพิเศษ และโครงยางแข็งแรงที่นำไปหล่อดอกได้หลายรอบ

  • เหมาะสำหรับ: รถบรรทุกขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคข้ามจังหวัด และฟลีทรถพ่วงที่เน้นการบริหารจัดการ TCO ในระยะยาว

 

2. กลุ่มรถบัสและรถโดยสาร


MICHELIN X Coach Energy Z 

  • ข้อดี: ยางรถโดยสารหรือรถโค้ชอย่าง MICHELIN X Coach Energy Z เน้นความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นอันดับหนึ่ง พร้อมมอบความนุ่มนวลและเงียบตลอดการเดินทางไกล นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดน้ำมันสำหรับรถขนาดใหญ่ที่ต้องวิ่งทำความเร็วต่อเนื่อง

  • เหมาะสำหรับ: รถทัวร์โดยสารปรับอากาศ, รถบัสวีไอพี และรถท่องเที่ยวระยะไกล

 

pn007487

 

ใช้ยาง Michelin เพื่อลดต้นทุน TCO และเพิ่มกำไรสุทธิอย่างยั่งยืน

มาถึงตรงนี้คุณคงเข้าใจแล้วว่า TCO คืออะไร และสิ่งนี้จะช่วยเปลี่ยนวิธีคิดของผู้ประกอบการจากการวิ่งตามหายางที่ราคาถูกที่สุด มาเป็นการมองหาความคุ้มค่าสูงสุดตลอดอายุการใช้งานแทน เพราะแม้ว่าต้นทุนขนส่งสินค้าในส่วนของยางจะมีสัดส่วนเพียง 5% แต่การเลือกยางที่มีนวัตกรรมสูงอย่างมิชลิน จะส่งผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่อต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดอย่างค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุง ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด การโฟกัสที่ TCO จึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่ว่าฟลีทรถของคุณจะเน้นการบรรทุกหนักด้วยยางรถบรรทุกในตระกูล X Multi โซลูชันยางจากมิชลินก็พร้อมจะเป็นเครื่องมือทำที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดคาร์บอนฯ และลดขยะให้กับโลกไปพร้อมๆ กัน เพราะในธุรกิจขนส่งนั้น การลดต้นทุนได้ก็คือกำไรที่จะได้เพิ่มขึ้น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการเลือกลงทุนกับยางมิชลินในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการซื้อสินค้าคุณภาพพรีเมียม แต่คือการเลือกหุ้นส่วนทางธุรกิจที่จะช่วยเปลี่ยนทุกระยะทางวิ่งให้กลายเป็นผลกำไรที่จับต้องได้จริงในบัญชีของธุรกิจคุณ 

ค้นหาตัวแทนจำหน่ายยางรถบรรทุกและรถโดยสาร Michelin ได้เลยตอนนี้

คุณใช้เว็บบราวเซอร์ที่ไม่ใช่เวอร์ชั่นปัจจุบัน

เว็บบราวเซอร์ที่คุณใช้ไม่ได้รับการรองรับจากเว็บไซท์นี้ การใช้งานบางอย่างอาจไม่สมบูรณ์

กรุณาติดตั้งเว็บบราวเซอร์เหล่านี้เพื่อประโยชน์การใช้งานสูงสุด

Firefox 78+
Edge 18+
Chrome 72+
Safari 12+
Opera 71+