Edito Image road and landscape Freight transport
Route au milieu d'un paysage de campagne
Michelin Sustainable Fleet Partner Recognition โครงการที่ช่วยฟลีตรถของคุณก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน
ในยุคที่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มิชลินในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยางรถบรรทุก ยางรถโดยสาร ยางรถเชิงพาณิชย์ และพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจของคุณ ขอเชิญชวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ ก้าวสู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคตผ่านโครงการ Sustainable Fleet Partner Recognition
โครงการนี้เปรียบได้กับเครื่องหมายซึ่งการันตีว่าธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นพาร์ตเนอร์กับ Michelin ต่างมุ่งมั่นและพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการฟลีตอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ปลอดภัย และใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ด้วยเหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังมีดังนี้
ขับเคลื่อนภาคขนส่งไทยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและใส่ใจสิ่งแวดล้อม
มิชลินจึงริเริ่มโครงการ Sustainable Fleet Partner Recognition เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมขนส่งไทยสู่ความยั่งยืน เราจึงมองหาพาร์ตเนอร์ที่มีแนวทางการทำธุรกิจที่ใส่ใจผู้คนและสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลโลกนั้นสามารถทำได้จริง และมิชลินพร้อมสนับสนุนคุณด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เพื่อให้คุณปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการทำธุรกิจขนส่งที่มีเป้าหมายไปสู่ Carbon Neutrality ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะยาว
sfpr 111
มิชลินมุ่งสู่ Carbon Neutrality ที่ช่วยให้ภาคธุรกิจขนส่งไปถึงเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน
เพราะเราตระหนักดีว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีบทบาทสำคัญในภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจโลก มิชลินจึงมุ่งมั่นขับเคลื่อนไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีเท่านั้น แต่เพราะเชื่อว่าผู้นำในอุตสาหกรรมควรมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับโลกด้วย
ตัวเลขและสถิติที่น่าสนใจเหล่านี้ คือเหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้เราต้องลงมือทำอย่างจริงจัง
1. ภาพใหญ่ของโลก: ธุรกิจที่ใช้การขนส่งสินค้าทางถนนคือผู้ปล่อย CO2 จำนวนมหาศาล
ปัจจุบันภาคการขนส่งทั่วโลกมีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซ CO2 สูงถึง ประมาณ 1 ใน 5 (หรือราว 21%) ของการปล่อย CO2 ทั่วโลก และเมื่อเจาะลึกลงไป จะพบความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ
- 75% ของการปล่อย CO2 จากภาคขนส่ง มาจากการขนส่งทางถนน ซึ่งได้แก่ รถยนต์ รถโดยสาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรถบรรทุกที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก
- รถบรรทุกขนส่งสินค้าเพียงอย่างเดียว มีสัดส่วนเกือบ 30% ของการปล่อย CO2 จากการขนส่งทางถนนทั้งหมด
โดยข้อมูลเหล่านี้ถูกเปิดเผยโดย Our World in Data ในหัวข้อ “ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากภาคการขนส่ง”
2. สถานการณ์ในประเทศไทย: ภาคขนส่งทางถนนคือความท้าทายอันดับหนึ่ง
สำหรับประเทศไทยนั้น มีจุดที่น่าสนใจและทำให้เห็นถึงผลกระทบจากการใช้งานรถบรรทุกภาคการขนส่งได้อย่างชัดเจน ข้อมูลล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าภาคการขนส่งคือเป้าหมายสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยรายงานจาก Asian Transport Outook ได้เผยข้อมูลที่น่าสนใจไว้ว่า
-
ภาคการขนส่งปล่อย CO2 คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 29% ของการปล่อยก๊าซ CO2 จากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมดของประเทศไทยในปี 2022
-
ที่สำคัญคือ 96% ของการปล่อย CO2 ในภาคขนส่งของไทย มาจากการขนส่งทางถนน
ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่า ทุกครั้งที่มีการใช้งานรถบรรทุกและรถเชิงพาณิชย์บนท้องถนนของประเทศไทย ได้สร้างผลกระทบโดยตรงต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของชาติ มิชลินในฐานะผู้ผลิตยางสำหรับยานพาหนะเหล่านี้ จึงอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกนั่นเอง
3. มากกว่า 80% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน
มิชลินเข้าใจดีว่าผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของยางรถยนต์ไม่ได้จบแค่ในโรงงานผลิตยางเท่านั้น แต่เกิดขึ้นตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ จากการวิเคราะห์ของเราพบว่า กว่า 80% ของการปล่อย CO2 ที่เกี่ยวข้องกับยางหนึ่งเส้น เกิดขึ้นในช่วงการใช้งานซึ่งเป็นผลมาจากแรงต้านทานการหมุนที่ส่งผลโดยตรงต่ออัตราสิ้นเปลืองน้ำมันของรถบรรทุกและรถที่ใช้เชิงพาณิชย์ทั้งหมด
นี่คือเหตุผลที่มิชลินทุ่มเทการวิจัยและพัฒนาอย่างหนักเพื่อสร้างสรรค์ยางที่มีแรงต้านทานการหมุนต่ำ เพราะการลดแรงต้านทานได้สำเร็จ หมายถึงการลดการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อย CO2 ของลูกค้าผู้ใช้งานได้โดยตรง นี่คือวิธีที่ทรงพลังที่สุดที่มิชลินจะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในสเกลที่ใหญ่ที่สุดได้
visuel pour section oe
Poids lourds de différentes marques alignés sur un parking
เกร็ดความรู้สู่ความยั่งยืน: Net Zero ต่างกับ Carbon Neutrality อย่างไร?
เชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Net Zero มาจากการอ่านข่าวหรือฟังใครสักคนพูดเวลาที่ไปอบรมอะไรเกี่ยวกับนโยบายที่ใส่ใจถึงโลกของเรา รวมถึงคำอย่าง Carbon Neutrality ที่อาจไม่ได้ยินบ่อยนัก ซึ่งมิชลินจะพาคุณไปทำความเข้าใจแบบง่ายๆ ว่าความหมายของทั้งสองคำนี้ แท้จริงแล้วแตกต่างกันอย่างไร
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ | ความเป็นกลางทางคาร์บอน |
Net Zero เป็นเป้าหมายที่เน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ไม่ใช่แค่ CO2) จากทุกกิจกรรมขององค์กรให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และใช้การชดเชยคาร์บอนเฉพาะส่วนที่ลดไม่ได้จริงๆ เท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุโดยตรง | Carbon Neutrality คือการสร้างสมดุลระหว่างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับการดูดซับออกจากบรรยากาศ หากองค์กรยังมีการปล่อย CO2 อยู่ ก็สามารถชดเชย (Offset) ได้ด้วยวิธีอื่น เช่น การปลูกป่า การลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ยอดรวมการปล่อยและการดูดซับสุทธิเป็นศูนย์ |
sfpr 385
เบื้องหลังการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของมิชลินในประเทศไทย
เมื่อมิชลินประกาศเป้าหมายระดับโลกในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 นั่นคือช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เรามีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ ผ่านโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนและเชื่อมโยงกับชุมชนอย่างแท้จริง
Made in Thailand ตั้งแต่ต้นน้ำ คือหัวใจการผลิตที่ช่วยลด Carbon Footprint
หัวใจสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเริ่มต้นที่ "วัตถุดิบ" มิชลินตระหนักดีว่าการขนส่งวัตถุดิบข้ามประเทศเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์มหาศาล ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีความภูมิใจที่จะยืนยันว่า โรงงานมิชลินทุกแห่งในประเทศไทย ใช้น้ำยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางในประเทศ 100%
นโยบายนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อเป้าหมาย Net Zero ของเราในหลายมิติ
-
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่ง: การจัดหาวัตถุดิบหลักจากแหล่งในประเทศ ช่วยลดระยะทางและพลังงานที่ต้องใช้ในการขนส่งวัตถุดิบจากต่างประเทศได้อย่างมหาศาล
-
ส่งเสริมการเกษตรอย่างยั่งยืน: เราทำงานร่วมกับชาวสวนยางเพื่อส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่การทำสวนยางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในระยะยาว
-
สร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน: การพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศช่วยลดความผันผวนและความเสี่ยงจากการนำเข้า ทำให้เราสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โรงงานมิชลินที่หนองแค จ.สระบุรี คือศูนย์กลางการผลิตยางรถบรรทุกเพื่อคนไทยและสิ่งแวดล้อม
น้ำยางพาราคุณภาพที่มาจากมือของเกษตรกรไทย ถูกส่งตรงมายังฐานการผลิตที่สำคัญของเรา นั่นคือ โรงงานมิชลินที่หนองแค จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการผลิตยางสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร
วงจรการผลิตที่ครบถ้วนภายในประเทศไทยนี้ คืออีกหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญของแผนงานด้านความยั่งยืน
-
ผลิตในไทยเพื่อใช้ในไทย: การผลิตยางรถบรรทุกที่โรงงานมิชลินหนองแคเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในประเทศ ช่วยลดระยะทางการขนส่งยางที่ผลิตเสร็จแล้วไปยังผู้ประกอบการและร้านค้าทั่วประเทศ เมื่อเทียบกับการนำเข้ายางจากโรงงานในต่างประเทศ
-
เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: โรงงานของเรามีการลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการของเสีย และการลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
-
ตอกย้ำความมุ่งมั่นต่อประเทศไทย: การมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งในประเทศ เป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นของมิชลินต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมและแรงงานไทย และความตั้งใจที่จะเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยอย่างยั่งยืน
michelin homburg luftaufnahme
michelin homburg luftaufnahme une usine de pneu vu du ciel
โครงการ Michelin Sustainable Fleet Partner Recognition ให้อะไรกับธุรกิจขนส่งของคุณบ้าง?
อะไรคือสิ่งที่จะช่วยยกระดับธุรกิจขนส่งของคุณให้เหนือกว่าคู่แข่ง คำตอบอาจไม่ใช่แค่การลดต้นทุนหรือการเพิ่มรอบวิ่ง แต่คือการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนซึ่งสามารถพิสูจน์และวัดผลได้จริง โครงการ Michelin Sustainable Fleet Partner Recognition จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการมอบรางวัลเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ทรงพลังสำหรับผู้ประกอบการขนส่งยุคใหม่โดยเฉพาะ
ยกระดับฟลีตของคุณด้วยมาตรฐานระดับสากลที่วัดผลได้จริง
"ทำดีแล้วต้องวัดผลได้" คือหลักการสำคัญของโครงการนี้ มิชลินได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับฟลีตรถบรรทุกชั้นนำของประเทศ เพื่อพัฒนาเกณฑ์การประเมินที่ครอบคลุมและปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งเน้น 3 แกนหลัก ได้แก่
-
ประสิทธิภาพ (Efficiency): การบริหารจัดการการใช้เชื้อเพลิง การเลือกใช้ยางที่ช่วยประหยัดพลังงาน และการบำรุงรักษาเชิงป้องกันเพื่อลดต้นทุนและยืดอายุการใช้งาน
-
ความปลอดภัย (Safety): การส่งเสริมวัฒนธรรมการขับขี่ที่ปลอดภัย การตรวจสอบสภาพรถและยางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงและอุบัติเหตุ
-
สิ่งแวดล้อม (Environment): การวัดผลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการขยะและของเสียอย่างถูกวิธี รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด
พาร์ตเนอร์ที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับรางวัล Sustainable Fleet Partner Recognition ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ โดยรางวัลจะมีอายุ 1 ปี และจะมีการประเมินเพื่อรักษามาตรฐานและต่ออายุในทุกๆ ปี นี่คือบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นที่พร้อมจะพัฒนาอยู่เสมอของคุณ
สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่เหนือกว่า
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน ลูกค้าและคู่ค้าไม่ได้มองแค่ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการขนส่งเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังมองหาพาร์ตเนอร์ที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณและรับผิดชอบต่อสังคม รางวัล Sustainable Fleet Partner Recognition จากมิชลินจึงเป็นเครื่องยืนยันอันทรงพลังที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรของคุณให้แข็งแกร่งขึ้น และยังเป็นการประกาศว่าคุณคือหนึ่งในองค์กรที่
-
ใส่ใจลูกค้า: ด้วยการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด
-
ใส่ใจโลก: ด้วยการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
-
เป็นผู้นำแห่งอนาคต: พร้อมปรับตัวและเติบโตไปกับเทรนด์ของโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
ไม่เพียงเท่านี้ ธุรกิจที่ได้รับรางวัล Sustainable Fleet Partner Recognition จากมิชลิน ยังได้รับสติกเกอร์ไว้สำหรับแปะบนรถบรรทุกในฟลีต เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าธุรกิจขนส่งของคุณได้ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกอันเข้มงวดของเรา แน่นอนว่าผู้ที่ได้เห็นจะรับรู้ถึงความภาคภูมิใจของคุณที่มีส่วนช่วยให้โลกใบนี้ของเราดียิ่งขึ้น
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้คุณนำหน้าคู่แข่งได้ไม่ยาก โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่กำลังมองหาพาร์ตเนอร์ธุรกิจขนส่งที่ดำเนินงานด้วยความใส่ใจต่อโลกและสิ่งแวดล้อม
sfpr 422 1
Michelin พร้อมสนับสนุนคุณสู่เป้าหมายการดำเนินธุรกิจขนส่งอย่างยั่งยืน
ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยางรถบรรทุก ยางรถโดยสาร และยางรถเชิงพาณิชย์ชนิดอื่นๆ มิชลินไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตยางรถยนต์เท่านั้น แต่เราคือผู้คิดค้นโซลูชันที่ช่วยให้ธุรกิจขนส่งของคุณสามารถดำเนินงานได้ยั่งยืนและทำกำไรได้ดียิ่งขึ้นในสมรภูมิการแข่งขันอันเข้มข้นอย่างในปัจจุบัน ด้วยสินค้าและบริการที่เราคิดค้นขึ้นจากปัญหาที่คุณพบเจอและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างแท้จริง
1. เทคโนโลยียางลดแรงต้านทานการหมุน
ยางรถบรรทุกและรถโดยสารของมิชลิน เช่น ยาง MICHELIN X MULTI ENERGY Z รวมถึงยาง MICHELIN X MULTI Z2/D+/T2/T (22.5) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดแรงต้านทานการหมุนให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งหมายถึงเครื่องยนต์ทำงานน้อยลง ประหยัดเชื้อเพลิงได้มากขึ้นเมื่อใช้งานในระยะยาว และลดการปล่อย CO2 สู่สิ่งแวดล้อมได้โดยตรง
2. อายุการใช้งานที่ยาวนานด้วยการเซาะร่องและการหล่อดอกยาง
ยางมิชลินขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ช่วยให้คุณใช้งานได้ยาวนานกว่า ลดความถี่ในการเปลี่ยนยางใหม่ นอกจากนี้ โครงสร้างยางที่แข็งแกร่งยังเอื้อต่อการหล่อดอกยาง (Retreading) ซึ่งเป็นการนำโครงยางเก่ามาสร้างหน้ายางใหม่ รวมถึงการเซาะร่องยาง (Regrooving) ที่ทั้งสองกระบวนนี้เปรียบเสมือนการให้ชีวิตใหม่กับยาง เป็นการลดขยะและลดการใช้ทรัพยากรในการผลิตยางใหม่ได้อย่างมหาศาล
3. นวัตกรรมเพื่ออนาคต
มิชลินลงทุนในการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสรรค์ยางที่ทำจากวัสดุที่ยั่งยืน และพัฒนายางที่ตอบโจทย์ยานยนต์ไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ โดยปัจจุบันในทวีปยุโรปมีการนำรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้ามาใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งในอนาคตเทรนด์ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนการดำเนินงานนี้ ก็จะมีผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งในไทยหันมาปรับใช้ตามกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ถึงเวลาแล้วที่คุณจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง มาร่วมยกระดับธุรกิจขนส่งของคุณให้ก้าวไปอีกขั้นกับมิชลิน เข้าร่วมโครงการ Sustainable Fleet Partner Recognition เพื่อพิสูจน์ศักยภาพความเป็นผู้นำ สร้างความภาคภูมิใจให้องค์กร และร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน